นาย ภูมี จันทลังสี
บทความวิชาการ
การพัฒนาขบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อการการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ความหมายของความคิดเชิงสร้างสรรค์
นักจิตวิทยาและนักการศึกษาได้ให้ความหมายได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่าง
หลากหลาย เช่น
ทอร์แรนซ์ (Torrance. 1962:16)*ให้คำนิยามของความคิดสร้างสรรค์ว่า เป็นความารถของบุกคลในการคิดผลผลิตหรือสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ที่ไม่รู้จักมาก่อนซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ อาจจะเกิดจากการรวบรวมเอาความรู้ต่างๆ ที่ได้จากประสบการณ์ แล้วรวบรวบความคิดเป็นสมมติฐานแล้วรายงานผลที่ได้รับจากค้นพบ.
วอลลาซและโคแกน(Wallach and Kogan. 1965 :18 ) * กล่าวว่าความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิดโยงสัมพันธ์ได้(Association) คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ครือ คนที่สามารถคิดอะไรได้อย่างสัมพันธ์เป็นลูกโซ่ เช่น เมื่อเห็นปากกาจะนึกถึง กระดาษ ดินสอ ขวด หมึก โต๊ะ หนังสือ สมุดบันทึก ยิ่งคิดได้มากเท่าใดก็ยิ่งแสดงถึงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเท่านั้น.
ผศ.ดร. อุษณีย์ โพธิ์สุข และคณะ ( 2544:29 ) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง กระบวนการทางปัญญาระดับสูงที่ใช้กระบวนการทางความคิดหลาย ๆ อย่างมารวมกัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น โดยมีอิสรภาพทางความคิด.
สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2552:30) ให้คำนิยามของความคิดสร้างสรรค์ว่า หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่แสดงความคิดหลายทิดทาง หลายแง่หลายมุม คิดได้กว้างไกล โดยนำประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดความคิดใหม่ อันนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นพบสิ่งต่างๆที่แปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ ประกลอบด้วย ความคิดริเริ่ม ความคล่องในการคิด ความยืดหยุ่นในการคิด และความละเอียดลออ.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553:111) ให้คำนิยามว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นขบวนการคิดแบบอเนกนัย ที่บูรณาการประสบการณ์ที่มีแล้วสร้างรูปแบบความคิดใหม่หรือผลิดผลใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง.
โดยสรุปแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถคิดได้อย่างหลากหลาย คิดกว้างไกร และแปลกใหม่จากเดิม โดยสามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักการจากประสบการณ์ได้อย่างรอบคอบและมีความถูกต้อง จนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่ง ประดิษฐ์ ที่แปลกใหม่หรือรูปแบบความคิดใหม่ .
2. ความแตกต่างระหว่างการสอนแบบเดิมกับการสอนแบบใหม่
1) การเรียนการสอนแบบเดิม
1. ผู้เรียนเรียนรู้จากการอ่าน การฟัง การฝึก และการจดจำ
2. ครูมองความสำเร็จของการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมุ่งไปที่การดูว่าครูมีวิธีสอนที่ทำให้เด็กมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเน้นการคิดเอง ปฏิบัติเอง ของเด็ก
3. ผลการเรียน คือ ความรู้ที่แสดงออกด้วยการจดจำความจริง กฎ เกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นเนื้อหา
4. เชื่อว่าผู้เรียนมีความสามารถต่างกันจึ่งมีผลการเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน เข้าทำนองคนเก่งเท่านั้นจึงเรียนดี คนอ่อนเรียนไม่ดี
5. ครูมีกระบวนการสอนที่เป็นมาตรฐานตายตัวใช้กับผู้เรียนทุกคน เช่น มีขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นให้ความคิดรวบยอดหลักการ ขั้นขยายความรู้ ขั้นฝึกปฏิบัติ ขั้นสรุป
2) การเรียนการสอรแบบใหม่
1. ครูรู้จักจุดเด่นจุดอ่อนของผู้เรียนรายบุคคลจากการประเมินก่อน
2. ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ ได้เท่ากันถ้าครูจัดวิธีการเรียนให้เหมาะกับความสามารถของเขาข้อสำคัญสิ่งที่กำหนดในหลักสูตรแต่ละวิชาล้วนเป็นมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่นักพัฒนาหลักสูตรมุ่งให้บังเกิดกับผู้เรียนทุกคนไม่เคย มีข้อยกเว้นว่า หลักสูตรที่เขียนนั้นเด็กบางคนที่เก่งเรียนได้ เด็กที่ไม่เก่งเรียนไม่ได้
3. ผู้เรียนเรียนรู้จากการได้รับประสบการณ์จากแหล่งต่าง ๆ เช่น ได้จากการสังเกต รับรู้ข้อมูล จากกระบวนการคิดกำหนดเป้าหมายความรู้ความสามารถ ที่มีแรงจูงใจอยากได้ อยากรู้ อยากเห็น แล้ววางแผนแสวงหาคำตอบจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ จากการค้นคว้า จากการทดลองปฏิบัติ จากการสอบถามผู้รู้ จากการวิเคราะห์สิ่งที่รับรู้ จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อน รับข้อมูลสะท้อนยืนยันความถูกต้องจากครู จนสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ของตนเอง
4. ผลการเรียน คือความสมดุลของความรู้ ความคิด ความสามารถในการวิเคราะห์สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีเครื่องมือวิธีการหาความรู้ปรับเปลี่ยนได้ด้วยตนเองรวมถึงการมีเจตคติค่านิยมความเชื่อที่เหมาะสม.
ความสำเร็จของการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญอยู่ที่ผลลัพธ์ของผู้เรียนถ้า ผู้เรียนรายบุคคลทุกคนมีผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ครบถ้วนตามมาตรฐานความมุ่งหมายของหลักสูตรแม้ผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันในพื้นฐานความสามารถและความสนใจ แต่ครูมีฝีมือทำให้ผู้เรียนทุกคนบรรลุผลการเรียนรู้ที่พึงปรารถนาได้ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์เช่นนี้จะต้องเกิดจากฝีมือในการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั่นเอง
ความสำเร็จของการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญอยู่ที่ผลลัพธ์ของผู้เรียนถ้า ผู้เรียนรายบุคคลทุกคนมีผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ครบถ้วนตามมาตรฐานความมุ่งหมายของหลักสูตรแม้ผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันในพื้นฐานความสามารถและความสนใจ แต่ครูมีฝีมือทำให้ผู้เรียนทุกคนบรรลุผลการเรียนรู้ที่พึงปรารถนาได้ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์เช่นนี้จะต้องเกิดจากฝีมือในการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั่นเอง
สรุปแล้ว การสอนแบบเดิม กับ การสอนแบบใหม่ มีความแตกต่างกันหลาย ซึ่งการสอนแบเดิม
ครูจะมีบทบาทกว่าผู้เรียน เพราะครูต้องส่งความรู้ให้ผู้เรียนโดยตรง ผู้เรียนต้องจำเอาสิ่งที่ครูบอก คำตอบที่ครูต้องการคือคำตอบที่ถูกต้องตามตำราเรียนทุกอย่าง ผู้เรียนไม่มีโอกาศได้ใช้ความคิดของตนเอง ขาดการค้นคิด ต้องฟังครูอย่างเดียว สำรับกานสอนแบบใหม่ ครูมีบทบาทเป็นผู้แนะนำ ให้ผู้เรียนได้คิดหาคำตอบด้วยตนเอง เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา ได้มีการพัฒนาความคิดของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
3. แนวคิดทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์
3.1 ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์
อี พอล ทอร์แรนซ์ (E. Paul Torrance) นิยามความคิดสร้างสรรค์ว่าเป็นกระบวนการของ
ความรู้สึกไวต่อปัญหา หรือสิ่งที่บกพร่องขาดหายไปแล้วรวบรวมความคิดตั้งเป็นสมมติฐานขึ้นต่อจาก นั้นก็ทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อทดสอบสมมติฐานนั้นกระบวนการเกิดความคิดสร้างสรรค์ตามทฤษฎีของทอร์แรนซ์ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นดังนี้
1. การค้นหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) เริ่มจากการความรู้สึกกังวล สับสนวุ่นวาย แต่ยังไม่
สามารถหาปัญหาได้ว่าเกิดจากอะไร ต้องคิดว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดคืออะไร
2. การค้นพบปัญหา (Problem – Finding) เมื่อคิดจนเข้าใจจะสามารถบอกได้ว่าปัญหาต้นตอคือ
อะไร
3. กล้าค้นพบความคิด (Ideal – Finding) คิดและตั้งสมมติฐาน ตลอดจนรวบรวมข้อมูลต่างๆ
เพื่อทดสอบความคิด
4. การค้นพบคำตอบ (Solution – Finding) ทดสอบสมมติฐานจนพบคำตอบ
5. การยอมรับจากการค้นพบ (Acceptance – Finding) ยอมรับคำตอบที่ค้นพบและคิดต่อว่าการ
ค้นพบจะนำไปสู่หนทางที่จะทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ต่อไปที่เรียกว่า การท้าทายในทิศทางใหม่ (New Challenge)
3.2 แนวคิดทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ด
กิลฟอร์ด (Guiford, 1967 อ้างถึงในหนังสือ สอนเด็กให้คิดเป็นของ ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ และ
คณะ 2549:75) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับสมรรถภาพทางสมองได้อธิบายไว้ว่าความมารถทางสมองของมนุษย์เรา ประกอบด้วย มิติ 3มิติ คือ
1) มิติด้านเนื้อหา(contents) หมายถึง วัตถุ ข้อมูน ที่ใช้เป็นสื่อก่อให้เกิดความคิด ซึ่งมีหลาย
รูปแบบเช่น ภาพ เสียง สัญลักษณ์ ภาษา หรือ พถติกรรม
2) มิติด้านปฏิบัติการ (operations) หมายถึงขบวนการต่างๆ ที่บุคคลใช้ในการคิดซึ่งได้แก่
การรับรู้และเข้าใจ การจดจำ การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ และ การประเมินค่า
3) มิติด้านผลผลิด (products) หมายถึงผลของการคิดที่อาจเป็นหน่วย เป็นกลุ่ม หรือ เป็น
พวก ของสิ่งต่างๆ เป็นความสัมพันธ์ เป็นระบบ เป็นต้น
จากโครงสร้างทางสมองข้างต้น กิลฟอร์ดได้นำมาศึกษาถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ โดย
ใช้วิธีวิเคราะห์องประกอบ พบว่า คือการคิดหลายๆ ทาง ซึ่งสามารถใช้แก้ปัญหา นำไปสู่การคิด ประดิษฐ์สิ่งแปลกๆใหม่ๆได้ด้วย
บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative Person)
หมายถึง ลักษณะพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมา แมคินนอน (Mackinnon, 1960) ได้
ศึกษาคุณลักษณะของผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ พบว่าผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเป็นผู้ที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา มีความสามารถในการใช้สมาธิ มีความสามารถในการพินิจวิเคราะห์ ความคิดถี่ถ้วนเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและมีความสามารถในการสอบสวน ค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างละเอียดกว้างขวาง คุณลักษณะอีกประการหนึ่งก็คือ เป็นผู้ที่เปิดรับประสบการณ์ต่างๆ อย่างไม่หลีกเลี่ยง (Openness to Experience) ชอบแสดงออกมามากกว่าที่จะเก็บกดไว้ และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถาปนิกที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมักเป็นคนที่รับรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าสถาปนิกที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่ำ กรีสวอลด์ (Griswald, 1966) ยังพบว่าบุคคลดังกล่าวจะมองเห็นลู่ทางที่จะแก้ปัญหาได้ดีกว่า เนื่องจากมีความตั้งใจจริง มีการรับรู้เร็วและง่าย และมีแรงจูงใจสูง
ฟรอมม์ (Fromm, 1963) กล่าวถึงลักษณะของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ไว้ค่อนข้างละเอียด
ดังนี้
1. มีความรู้สึกทึ่งประหลายใจที่พบเห็นของใหม่ที่น่าทึ่ง (Capacity of be puzzled) หรือประหลาดใจ สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ หรือของใหม่ๆ
2. มีสมาธิสูง (Ability to Concentrate) การที่จะสร้างสิ่งใดก็ได้ คิดอะไรออกก็ต้องไตร่ตรองใน
เรื่องนั้นเป็นเวลานาน ผู้ที่สร้างสรรค์จำเป็นจะต้องมีความสามารถทำจิตใจให้เป็นสมาธิ
3. สามารถที่จะยอมรับสิ่งที่ไม่แน่นอนและเป็นสิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งและความตึงเครียดได้ (Ability to accept conflict and tension)
4. มีความเต็มใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน (Wllingness to be born everyday) คือ มี
5. ความกล้าหายและศรัทธาที่จะผจญต่อสิ่งแปลงใหม่ทุกวัน
บารอนและเวลซ์ (Baron and Welsh, 1952) พบว่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์นั้นชอบคิดอย่าง
ซับซ้อน และสนุกตื่นเต้นกับการค้นคว้าสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา
แกริสัน (Garison, 1954) ได้อธิบายถึงลักษณะของผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้
1. เป็นคนที่สนใจในปัญหา ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ถอยหนีปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่กล้าที่จะ
เผชิญปัญหา กระตือรือร้น ที่จะแก้ไขปัญหาตลอดจนหาทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนและงานอยู่เสมอ
2. เป็นคนมีความสนใจกว้างขวาง ทันต่อเหตุการณ์รอบด้านต้องการการเอาใจใส่ในการศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอ พร้อมทั้งยอมรับข้อคิดเห็นจากข้อเขียนที่มีสาระประโยชน์ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบใช้พิจารณาปรับปรุงพัฒนางานของตน
3. เป็นคนที่ชอบคิดหาทางแก้ปัญหาได้หลายๆ ทาง เตรียมทางเลือกสำหรับแก้ไขปัญหาไว้มากกว่า 1 วิธีเสมอ ทั้งนี้เพื่อจะช่วยให้มีความคล่องตัวและประสบผลสำเร็จมากขึ้น เพราะการเตรียมทางแก้ไว้หลายๆ ทางย่อมสะดวกในการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ และยังเป็นการประหยัดเวลาและเพิ่มกำลังใจในการแก้ไขปัญหาด้วย
4. เป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ หรือสุขภาพกายดีสุขภาพจิตก็ดีนั่นเอง ทั้งนี้เพราะมีการพักผ่อนหย่อนใจอย่างเพียงพอ และมีความสนใจต่อสิ่งใหม่ที่พบ และยังเป็นช่างซักถามและจดจำได้ดี ทำให้สามารถนำข้อมูลที่จดจำมาใช้ประโยชน์ได้ดี จึงทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดี
5. เป็นคนที่ยอมรับและเชื่อในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมว่ามีผลกระทบต่อความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมว่า มีผลกระทบต่อความคิดสร้างสรรค์ดังนั้น การจัดบรรยากาศ สถานที่ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม จะสามารถขจัดสิ่งรบกวนและอุปสรรค ทำให้การพัฒนาการคิดสร้างสรรค์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
4. วิธีการพัฒนาความคิดเชิงสร้างสรรค์
4.1 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์
กิลฟอร์ด (อ้างถึงในหนังสือ พัฒนาทักษะการคิด สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2552:32-33)
เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมองที่คิดได้อย่างซับซ้อน กว้างไกล หลายทิดทาง ชึ่งประกอบด้วย ความคิดคล่องแค่ลว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม ความคิดรอบคอบละเอียดลออ.
ความคิดคล่องแค่ลว(fluency) หมายถึง ปริมาณความคิดของบุคคลในการคิดหาคำตอบได้
อย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว และ มีปะริมาณมากในเวลาที่จำกัด เช่น การคิดหาถ้อยคำ การนำคำมาเขียนเป็นประโยค เป็นต้น
ความคิดยืดหยุ่น (flexibility) ซึ่งหมายถึง ประเภทหรือแบบแผนความคิดที่สามารถคิดได้
หลายทิดทาง การใช้วิธีการหลายๆอย่างที่แตกต่างกัน มาจัดเป็นความคิดให้มีหลายทิดทางแตกต่างกันออกไป ผู้ที่มีความคิดยืดหยุ่นจะคิดดัดแปลงไม่ช้ำกัน
ความคิดริเริ่ม (originality) ซึ่งหมายถึง ลักษณะความคิดแปลกใหม่ แตกต่างจากบุคคลอื่น
เป็นความคิดที่คนอื่นคาดไม่ถึง แนวคิดแปลกใหม่ที่กล้าคิดให้แตกต่างจากความคิดเดิม หรือความคิดเก่า
ความคิดรอบคอบละเอียดลออ (elaboration) ซึ่งหมายถึง ความ ช่างสังเกต พิถีพิถันประณีต
บรรจง เพื่อให้การสร้างแผนงานมีความแปลกใหม่เป็นพิเศษ เป็นขั้นเป็นตอน สามารถอธิบายให้เห็นภาพพจน์ชัดเจน เป็นความคิดที่นำมาขยายความคิดแรกให้ชัดเจนขึ้นเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดให้ความคิดริเริ่มสมบูรณ์ ขึ้น
สรุปแล้วองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย ความคิดคล่องแค่ลว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม ความคิดรอบคอบละเอียดลออ.
4.2 การพัฒนาและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
ในสมัยก่อนเราเชื่อกันว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวคนบางคนมาตั้งแต่เกิด แต่พอมาถึงปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งวิทยาการทำให้ความเชื่อดั้งเดิมที่มีเคยมีมาปรับเปลี่ยนไป เพราะนักจิตวิทยาส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นความสามารถที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิด เพียงแต่มีการแสดงออกหรือมีพัฒนาการมากน้อยต่างกันไป และยังสามารถพัฒนาเพิ่มให้มีมากขึ้นด้วยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นั้นอาจทำได้ทั้งทางตรงโดยการสอนและฝึกอบรม และทางอ้อมก็สามารถทำได้ด้วยการจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเป็นอิสระในการเรียนรู้อย่างเช่น
1. การส่งเสริมให้ใช้จิตนาการตนเอง
2. ส่งเสริมและกระตุ้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
3. ยอมรับความสามารถและคุณค่าของคนอย่างไม่มีเงื่อนไข
4. แสดงให้เห็นว่าความคิดของทุกคนมีคุณค่า และนำไปใช้ประโยชน์ได้
5. ให้ความเข้าใจ เห็นใจและความรู้สึกของคนอื่น
6. อย่าพยายามกำหนดให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน
7. ควรสนับสนุนผู้คิดค้นผลงานแปลกใหม่ได้มีโอกาสนำเสนอ
8. เอาใจใส่ความคิดแปลกๆของคนด้วยใจเป็นกลาง
9. ระลึกเสมอว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต้องค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา
ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่แล้วในตัวเด็กทุกคน ครูผู้สอนสามารถส่งเสริมให้ พัฒนาขึ้นทังทางตรงและทางอ้อม ในทางตรงได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การฝึกฝนอบรม สำรับทางอ้อมนั้น ได้แก่ การจัดบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน ภายในห้องเรียน ครูผู้สอนสามารถสร้างและส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้โดยดำเนีนการดั่งนี้
1) ยอมรับในความสามารถของผู้เรียน เชื่อมั่นในความสามารถของผู้เรียนอย่างไม่มีเงื่อนไข
2) สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ไม่มีการประเมินผลจากภายนอก จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้สึกเป็น อิสระ เป็นตัวของตัวเองและกล้าแสดงออกทั้งความคิดและการกระทำอย่างสร้างสรรค์
3) มีความเข้าใจความรู้สึกของผู้เรียนเข้าไปสู่โลกของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนไว้วางใจ
4.3 เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้นมีเทคนิคที่ใช้กันอยู่หลายวิธีการด้วยกันอันได้แก่
1. การระดมสมอง(Brainstorming) เป็นเทคนิคเพื่อรวบรวมทางเลือกและการแก้ปัญหา
โดยให้โอกาสในการคิดอย่างอิสระที่สุดและไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆระหว่างการคิด เพราะการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นการขัดขวางความคิดสร้างสรรค์
2. การปลูกฝังความกล้าที่จะทำสิ่งสร้างสรรค์ เป็นเทคนิคที่ใช้การตั้งคำถามง่ายๆเพื่อให้
ให้คิดโดยจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น เมื่อฝึกฝนมากเข้าก็จะช่วยในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้มีมากขึ้น
3. การสร้างความคิดใหม่ เป็นอีกเทคนิคหนึ่งโดยใช้การแจกแจงวิธีการในการแก้ปัญหา
ใดปัญหาหนึ่งมาให้ได้ 10 วิธีการ จากนั้นก็แบ่ง 10 วิธีการที่ได้ออกเป็นวิธีการย่อยๆลงไปอีก เพื่อให้ได้ทางเลือกหรือคำตอบที่ดีที่สุด
4. การตรวจสอบความคิด เป็นเทคนิคที่ใช้การค้นหาความคิดหรือแนวทางที่ใช้ในการ
แก้ปัญหาต่างๆ โดยการตรวจสอบความคิดของผู้ที่เคยทำไว้แล้ว
4.4 การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
กิลฟอร์ด ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ว่า จะต้องมีความฉับไวที่รู้ปัญหาและมองเห็นปัญหา มีความว่องไวและสามารถจะเปลี่ยนความคิดใหม่ๆได้ง่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป้นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งของชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงจึงจะทำให้ชีวิตสามารถดำเนินไปได้อย่างมีความสุข ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยปกติคนเราทั่วไปมักเลือกวิธีการที่จะเลี่ยงปัญหามากกว่าการเผชิญปัญหา ซึ่งถ้าคนเรารู้จักที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็จะมีชีวิตที่สนุกสนานร่าเริงและความสุขมากยิ่งขึ้น
การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นประกอบไปด้วยกระบวนการคิด 4 ขั้นตอนคือ
1. การค้นหาความหมายของปัญหา ขันตอนนี้จะมีความสำคัญมาก เพราะถ้าเรารู้ว่าอะไรคือ ปัญหาที่แท้จริง ก็สามารถหาหนทางในการแก้ได้ตรงมากขึ้น อีกทั้งทำให้เกิดความมั่นใจมองเห็นปัญหาได้ทะลุปรุโปร่ง อันจะทำให้ได้คำตอบที่ชัดเจนและเป็นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วย
2. การเปิดใจกว้างเพื่อนำไปสู่วิธีการแก้ไขปัญหา นักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จะทำการ คัดเลือกความคิดเห็นและข้อมูลต่างๆไว้เป็นจำนวนมากก่อนที่จะพิสูจน์แยกแยะให้ได้ความคิดเห็นที่ดีที่สุด ดังนั้นคนเราจึงต้องแสวงหาและเปิดประตูสู่ความคิดไมว่าจะเป็นจากการอ่าน การสังเกตและการทำงานร่วมกัน
3. การพิสูจน์แยกแยะให้ได้ความคิดเห็นที่ดีที่สุด การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นมักต้อง ใช้วิธีแก้ปัญหาหรือคำตอบที่ดีกว่าหรือมากกว่าวิธีการแก้ปัญหาหรือคำตอบที่ได้มาครั้งแรกเพียงอย่างเดียว เพราะความคิดเห็นและข้อมูลที่สำคัญๆนั้นมีอยู่อย่างมากมาย จึงจำเป็นที่จะต้องพยายามให้ได้มาซึ่งความคิดเห็นที่ดีที่สุดโดยการแยกแยะและคัดเลือกออกมาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด
4. การเปลี่ยนความคิดเห็นให้เป็นการกระทำ จุดมุ่งหมายสำคัญของการแก้ปัญหาก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นไปสู่การปฏิบัติจริง คนส่วนใหญ่มีความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่เคยนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกระบวนการคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ได้จบลงแค่คิดในใจ การเปลี่ยนความคิดไปสู่การปฏิบัตินั้นต้องเอาชนะอุปสรรคหลายอย่าง เช่นความไม่มั่นใจในตัวเอง ความขลาดกลัว และต้องมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในความเพียรไม่ว่าจะใช้เวลานานสักเท่าใด ก็จะไม่แปรเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ที่ได้เพาะตัวเป็นรูปร่างและติดตามจนกระทั่งเกิดความสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ
4.5 แนวทางการจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก และสามารถทำงานประสานกับทางบ้านหรือผู้ปกครอง ส่งเสริมเด็กให้ถูกทางยิ่งขึ้น โดยครูจะต้องมีข้อมูลของเด็กเป็นลายบุคคล เมื่อพบความฉลาดของเด็ก ครูก็ควนจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความฉลาดของเด็ก โดยหาเทค นิควิธีสอนใหม่ๆ แปลกๆ มุ่งให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง คอยติดตามให้กำลังใจ ก็จะช่วยพัฒนาความ คิดสร้างสรรค์ของเด็กได้เป็นอย่างดี
องค์ประกอบที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในตัวเด็กอยู่ที่เทคนิคและวิธีการสอนของครูผู้สอน และมีวิธีการสอนบางวิธีเท่านั้นที่จะช่วยกระตุ้น ส่งเสริม และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนให้งอกงามขึ้น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ครูผู้สอนสามารถดำเนินการได้โดยจัดประสบการณ์ หรือสิ่งเร้ามากระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งได้กล่าวถึงคือ ความคิดคล่องแค่ลว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม ความคิดรอบคอบละเอียดลออ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีอิสระในการแสดงออกด้วยการพูดหรือการกระทำตามจินตนาการและความพึงพอใจของผู้เรียน
บทบาทของครูผู้สอนในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
1. ต้องเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนถามและให้ความสนใจต่อคำถามแปลกๆของผู้เรียน
2. มีการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ พิสูจน์ความสงสัย
3. เป็นผู้ติดตามชี้แนะให้คำปรึกสา ตั้ใจฟัง และเอาใจใส่ต่อคำถามของนักเรียน
4. ส่งเสิมให้ผู้เรียนใช้จิตนาการของตนเอง
5. ตอบคำถามแปลกๆของผู้เรียนอย่างมีชีวิดชีวา
สิ่งที่ครูไม่ควนทำซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนคือ
1. กำหนดแบบตัวอย่างให้นักเรียนคิดเหมือนกันหมด
2. ให้ลางวัลผลงานที่ทำตามแบบที่เป็นที่ยอมรับแล้ว
3. เข้มงวดกวดขัน
4. ยึดมั่นต่อประเพณี แบบแผน
5. ต้องการคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว
6. จำกัดขอบเขตความคิดของผู้เรียน
7. มีอคติต่อผู้เรียน
8. มักใช้ความเคยชินตามประสบการณ์ที่ผ่านมา
9. ขาดความกระตือรือร้น
10. ขาดเทดนิดการตั้งคำถามที่ทำให้ผู้เรียนคิด
5. ประโยชน์ของความคิดสร้างสรรค์
ประโยชน์ของความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดแนวทางใหม่ๆใน
การดำเนินชีวิตและหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาชีวิตและการทำงาน ก่อให้เกิดความสนุก เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องค้นหาวิธีการคิดใหม่ๆขึ้นมาทดแทนความคิดเก่าๆสำหรับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่มนุษย์ต้องคิดอะไรใหม่ๆอยู่เสมอย่อมเป็นเรื่องสนุกเพราะทำให้ชีวิตไม่จำเจ พร้อมทั้งพัฒนาสมองของคนให้มีความฉลาดเฉียบคม การฝึกการคิดหรือพยายามคิดเรื่องที่แปลกๆ ใหม่ๆเป็นประจำ จะทำให้เกิดความเฉียบแหลมในการคิดแก้ปัญหาต่างๆเพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่น ความน่านับถือและความพอใจในตัวเองขึ้นมา เมื่อใดก็ตามที่เราพัฒนา ขีดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์จนสามารถ เผชิญหน้าและแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างราบรื่น ก็จะกลายเป็นผู้นำทางด้านความคิดและเกิดความภูมิใจในตนเอง
นอกจากนี้ความคิดสร้างสรรค์ยังช่วยส่งเสริม ความสามารถ ความอดทนและความคิดริเริ่มของ
ผู้นำให้เพิ่มมากขึ้นและยังเป็นการพัฒนาความสนใจในงาน พัฒนาการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และพัฒนาชีวิตให้ทันสมัยมากขึ้น.
สรุปแล้วความคิดสร้างสรรค์มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคม โดยช่วยในการผ่อนคลายอารมณ์ ลดความก้าวร้าว มีความสนุก เพลิดเพลิน และ มีความภูมใจในการคิด จากความสามรถของตนเอง สร้างนิสัยในการทำงานที่ดี ช่วยแก้ไขปัญหาของสังคม ทำให้สังคมมีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆที่ได้มาจากความคิดสร้างสรรค์ของคนเรา.
บรรณานุกรม
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2553). เทคนิคการใช้คำถามพัฒนาการคิด. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิสชิ่ง.
ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ และคณะ. (2549). สอนเด็กให้คิดเป็น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ส่งเสริมวิชาการ.
สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (2552). พัฒนาทักษะการคิด. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง.
อุษณีย์ โพธิสุข และคณะ. (2544). สร้างสรรค์นักคิด. กรุงเทพฯ : ศูนย์แห่งชาติเพื่อพัฒนาผู้มีความสามารถ
พิเศษ สกศ.
อุษณีย์ อนุรุทธ์วงส์. (2546). สร้างเด็กให้เป็นอัจฉริยะ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น